กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 นายจ้างและลูกจ้างต้องรู้อะไรบ้าง

Share on facebook
Share on print

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่นายจ้าง ฝ่ายบัญชี และฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรเตรียมความพร้อม เนื่องจากจะเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

บทความนี้สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพื่อให้นายจ้างและลูกจ้างเข้าใจว่า ใครอยู่ในข่าย ต้องจ่ายเท่าไร มีหน้าที่อะไร และต้องเตรียมตัวอย่างไร


กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13 มาตรา 126–138

กองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณี ออกจากงาน หรือเสียชีวิต รวมถึงกรณีอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด

ทั้งนี้ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล


ใครอยู่ในข่ายต้องเข้าร่วมกองทุน?

นายจ้างหรือสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป อยู่ในข่ายที่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกองทุน

โดยให้ นับรวมสำนักงานทุกแห่ง ของนายจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ดังนั้น นายจ้างควรตรวจสอบจำนวนลูกจ้างของกิจการ รวมถึงสำนักงานหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่าอยู่ในข่ายของกองทุนหรือไม่


กรณีใดที่ไม่อยู่ในบังคับ?

จากหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง มีนายจ้างหรือกิจการบางประเภทที่ไม่อยู่ในบังคับ เช่น

  • นายจ้างที่มีลูกจ้าง น้อยกว่า 10 คน
  • นายจ้างที่จัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • นายจ้างที่จัดให้มีการสงเคราะห์ลูกจ้างตาม กฎกระทรวง
  • กิจการที่มีกฎหมายกำหนดให้ได้รับยกเว้นไม่ให้นำหมวด 13 มาใช้บังคับ
  • โรงเรียนเอกชนเฉพาะบุคคลทางการศึกษา / งานประมง
  • มูลนิธิ และสมาคม
  • งานบ้านที่มิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย
  • และกรณีอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อควรระวัง: การพิจารณาว่ากิจการได้รับยกเว้นหรือไม่ ควรตรวจสอบตามประเภทกิจการและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ควรพิจารณาจากจำนวนลูกจ้างเพียงอย่างเดียว


อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ

กองทุนกำหนดอัตราการจ่ายเป็น 2 ช่วง ดังนี้

ช่วงที่ 1

1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574

  • 👤 ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25%
  • 🏢 นายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.25%

ช่วงที่ 2

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป

  • 👤 ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.50%
  • 🏢 นายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.50%

เงินสะสมเป็นส่วนที่ หักจากค่าจ้างของลูกจ้าง ส่วนเงินสมทบเป็นส่วนที่ นายจ้างเป็นผู้จ่าย และนำส่งเข้ากองทุน


นายจ้างมีหน้าที่อะไรบ้าง?

นายจ้างที่อยู่ในข่ายต้องเตรียมดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ดังนี้

1. สมัครใช้งานระบบ e-Service

นายจ้างต้องสมัครใช้งานระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

2. ยื่นข้อมูลรายชื่อลูกจ้าง

จัดทำและยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างผ่านระบบ e-Service

3. หักเงินสะสมจากค่าจ้าง

นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้างตามอัตราที่กำหนด

4. จ่ายเงินสมทบ

นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้างเพื่อส่งเข้ากองทุน

5. ตรวจสอบข้อมูลและยอดเงิน

ควรตรวจสอบเงินสะสมและเงินสมทบให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในการนำส่ง


ลูกจ้างมีหน้าที่อะไร?

สำหรับลูกจ้างในสถานประกอบกิจการที่อยู่ในข่าย มีหน้าที่สำคัญ ได้แก่

  • เข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุนตามหลักเกณฑ์
  • จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุน
  • กำหนดผู้พึงได้รับเงินจากกองทุนในกรณีเสียชีวิต
  • ตรวจสอบยอดเงินสะสมและเงินสมทบของตนเอง

การนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ

ในทางปฏิบัติ นายจ้างจะต้องดำเนินการร่วมกับระบบ Payroll โดยหักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้างในรอบการจ่ายเงินเดือน และเตรียมนำส่งพร้อมเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง

การนำส่งดำเนินการผ่านระบบ e-Service ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น ฝ่ายบัญชีและฝ่ายบุคคลควรเตรียมระบบเงินเดือนให้สามารถรองรับการคำนวณและหักเงินสะสมได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันที่เริ่มจัดเก็บ


หากนำส่งล่าช้า มีผลอย่างไร?

นายจ้างควรให้ความสำคัญกับกำหนดเวลาในการนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ

หากนำส่งล่าช้า จะต้องเสีย เงินเพิ่มในอัตรา 5% ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ

ดังนั้น การจัดทำ Payroll และการนำส่งเงินควรมีการตรวจสอบกำหนดเวลาอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการค้างชำระและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม


เริ่มจัดเก็บเมื่อใด?

ตามข้อมูลที่กำหนดไว้ การจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจะเริ่มตั้งแต่

📅 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

การกำหนดวันเริ่มจัดเก็บเป็นไปตาม พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568


นายจ้างควรเตรียมตัวอย่างไร?

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น นายจ้างและฝ่ายบัญชี/HR ควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยตรวจสอบเรื่องสำคัญดังต่อไปนี้

✅ ตรวจสอบจำนวนลูกจ้างของกิจการ
✅ ตรวจสอบว่ากิจการอยู่ในข่ายหรือได้รับยกเว้น
✅ เตรียมข้อมูลรายชื่อลูกจ้าง
✅ เตรียมระบบ Payroll สำหรับการหักเงินสะสม
✅ เตรียมการสมัครใช้งาน e-Service
✅ ตรวจสอบวิธีการนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ
✅ กำหนดผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบและนำส่ง
✅ ตรวจสอบยอดเงินสะสมและเงินสมทบเป็นประจำ

การเตรียมข้อมูลและระบบล่วงหน้าจะช่วยลดความผิดพลาดเมื่อเริ่มดำเนินการจริง


สรุปกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแบบเข้าใจง่าย

ประเด็นสาระสำคัญ
📅 เริ่มจัดเก็บ1 ตุลาคม 2569
🏢 นายจ้างที่อยู่ในข่ายมีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป
💵 อัตราช่วงแรกลูกจ้าง 0.25% + นายจ้าง 0.25%
💵 อัตราตั้งแต่ 2574ลูกจ้าง 0.50% + นายจ้าง 0.50%
👤 เงินสะสมหักจากค่าจ้างลูกจ้าง
🏢 เงินสมทบนายจ้างเป็นผู้จ่าย
🧾 ช่องทางนำส่งระบบ e-Service
⚠️ นำส่งล่าช้าเงินเพิ่ม 5% ต่อเดือน
👨‍💼 ลูกจ้างต้องเข้าร่วมตามหลักเกณฑ์ และตรวจสอบยอดเงิน

สิ่งที่นายจ้าง ฝ่ายบัญชี และ HR ไม่ควรมองข้าม

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะฝ่ายบุคคลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับ ฝ่ายบัญชีและระบบ Payroll เนื่องจากต้องมีการหักเงินสะสมจากค่าจ้าง คำนวณเงินสมทบ และนำส่งผ่านระบบที่กำหนด

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมก่อน 1 ตุลาคม 2569 จะช่วยให้กิจการสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงจากการนำส่งล่าช้า

📌 นายจ้างควรเริ่มตรวจสอบข้อมูลและเตรียมระบบตั้งแต่ก่อนวันเริ่มจัดเก็บ


บริษัท ที แอคเคานท์ จำกัด

บริษัท ที แอคเคานท์ จำกัด ให้บริการด้านบัญชีและงานที่เกี่ยวข้องสำหรับธุรกิจ

📍 31 ซอย 8 ถนนสุขเกษม ต.ป่าตัน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50300
☎️ 053-220940-3 | 085-4066222 | 083-5823232
🌐 www.taccount.co.th
📧 taccountgroup@hotmail.com
💬 LINE: @t_account

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจากข้อมูลที่รวบรวมไว้ ควรตรวจสอบรายละเอียด หลักเกณฑ์ และประกาศที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานราชการก่อนนำไปใช้ปฏิบัติจริง

ข่าวสารเพิ่มเติม

Scroll to Top
Scroll to Top